โรงงานรับผลิตอาหารเสริม (OEM/ODM) ครบวงจร | เริ่มทำแบรนด์ได้จริง

โรงงานรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร (OEM/ODM) เริ่มสร้างแบรนด์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก

ถ้าคุณกำลังสนใจทำแบรนด์อาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นวิตามินผิว คอลลาเจน ลดน้ำหนัก หรือสายฟิตเนส สิ่งแรก ๆ ที่ต้องคิดถึงคือ “จะเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมที่ไหนให้ไว้ใจได้” เพราะโรงงานไม่ใช่แค่ที่ผลิตสินค้าให้คุณเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพ ความปลอดภัย กฎหมาย และภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาวด้วย

บทความนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “คู่มือเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมฉบับคนเริ่มต้น” ที่ช่วยคุณดูภาพรวมตลาด อธิบายมาตรฐานสำคัญแบบเข้าใจง่าย แนะนำเกณฑ์คัดเลือกโรงงาน พร้อมเช็กลิสต์คำถามที่ควรถาม รวมถึงตัวอย่างตารางเปรียบเทียบโรงงาน งบประมาณและ MOQ โดยประมาณ และไทม์ไลน์การเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่ไอเดียจนของพร้อมขาย ปิดท้ายด้วยคำถามที่พบบ่อย และ CTA สำหรับคนที่อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแมตช์โรงงานที่เหมาะกับงบและประเภทสินค้าที่คุณต้องการ

ภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทย และทำไมต้องเลือกโรงงานรับผลิตที่ได้มาตรฐาน (อธิบาย GHPs/GMP/ISO/HALAL/อย. แบบเข้าใจง่าย)

ภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทย และทำไมต้องเลือกโรงงานรับผลิตที่ได้มาตรฐาน (อธิบาย GHPs/GMP/ISO/HALAL/อย. แบบเข้าใจง่าย)

ภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทย 2026

ตลาดอาหารเสริมไทยยังเติบโตต่อเนื่อง มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และแข่งขันรุนแรงขึ้นมาก ผู้เล่นมีตั้งแต่

  • แบรนด์ใหญ่
  • คลินิกความงาม / คลินิกเสริมจมูก–ผิว
  • อินฟลูเอนเซอร์ และแม่ค้าออนไลน์ที่ปั้นแบรนด์ตัวเอง

แรงหนุนหลักคือพฤติกรรม “ดูแลตัวเองแบบกินเสริม” ทั้งด้านผิวขาวใส รูปร่าง ฟิตเนส นอนหลับ ภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงอาหารเสริมผู้สูงอายุ ทำให้โรงงานรับผลิต (OEM/ODM) เกิดใหม่จำนวนมาก ซึ่ง โอกาสสูง = ความเสี่ยงสูง หากเลือกโรงงานผิดตั้งแต่แรก


มาตรฐานโรงงานที่ควรรู้ (แบบเข้าใจง่าย)

  1. GHPs – สุขลักษณะที่ดีของสถานที่ผลิต

    • เน้นเรื่องความสะอาดพื้นฐาน: พื้น ผนัง ห้องผลิต เสื้อผ้าพนักงาน
    • ตัวอย่าง: โรงงานที่แยกโซนผลิต–คลังสินค้า–ห้องน้ำชัดเจน ลดโอกาสปนเปื้อน
  2. GMP – มาตรฐานการผลิตขั้นต่ำที่ต้องมี

    • ควบคุมตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การผลิต การเก็บตัวอย่าง ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูล
    • ถ้าโรงงาน ไม่มี GMP ตามเกณฑ์ อย. ให้ตัดทิ้งทันที ไม่ควรเสี่ยงลงทุน
  3. ISO (เช่น ISO 22000 / ISO 9001)

    • ISO 22000: เน้นความปลอดภัยด้านอาหารเป็นระบบ
    • ISO 9001: เน้นการบริหารคุณภาพทั้งองค์กร
    • แสดงว่าโรงงานทำงานแบบมี “ระบบ” ตรวจสอบซ้ำได้ ไม่ใช่ใช้ประสบการณ์อย่างเดียว
  4. HALAL – สำคัญมากถ้าจะขายกลุ่มมุสลิมหรือส่งออก

    • ยืนยันว่า วัตถุดิบ–กระบวนการผลิต ไม่ขัดหลักศาสนาอิสลาม
    • แม้ลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิมก็มักมองว่าเป็นสัญลักษณ์ “สะอาด ปลอดภัย ใส่ใจรายละเอียด”
  5. อย. – การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์

    • อย. คือการจดทะเบียนสินค้า ไม่ใช่ใบรับรองโรงงาน
    • อย. รับรองว่าใช้สารและปริมาณตามกฎหมาย ไม่ได้การันตีว่า “กินแล้วเห็นผลแน่นอน”
    • โรงงานมืออาชีพจะช่วยจัดทำสูตร เอกสาร และฉลากเพื่อยื่น อย. ให้ครบ

ทำไมต้องสนใจมาตรฐานตั้งแต่วันแรก

  • กันปัญหากฎหมายและการเรียกคืนสินค้า ที่ทำลายชื่อเสียงแบรนด์
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือเวลาออกบูธ–เข้าห้าง–ขายออนไลน์ ลูกค้าถามหาเอกสารได้
  • พร้อมต่อยอดส่งออกในอนาคต ไม่ต้องย้ายโรงงานใหม่ให้เสียเวลาและต้นทุน

เคล็ดลับ: เวลาเลือกโรงงาน อย่าดูแค่ราคาเริ่มต้นหรือ MOQ ให้ขอ

  • สำเนาใบรับรอง GHPs / GMP / ISO / HALAL
  • ตัวอย่างเลข อย. ของสินค้าแบรนด์อื่นที่เคยทำ

ถ้าเอกสารเหล่านี้ให้ยาก พูดวน หรือเลี่ยงตอบ นับเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าไม่ควรร่วมงานตั้งแต่แรก

วิธีเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมให้เหมาะกับแบรนด์ของคุณ (เกณฑ์สำคัญ + เช็กลิสต์คำถามที่ควรถามโรงงาน)

วิธีเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมให้เหมาะกับแบรนด์ของคุณ (เกณฑ์สำคัญ + เช็กลิสต์คำถามที่ควรถามโรงงาน)

เกณฑ์หลักในการคัดเลือกโรงงานให้ตรงกับแบรนด์

การเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมควรมองให้ครบทั้ง “มาตรฐาน – ความเชี่ยวชาญ – ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่ดูแค่ราคา

สิ่งที่ควรเช็กเป็นอันดับแรก

  • มาตรฐานการผลิต: มีใบรับรอง GMP / GHPs / ISO / HALAL / อย. ชัดเจน ขอสำเนาเอกสารได้
  • ประสบการณ์: เปิดมานานแค่ไหน เคยทำผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกับคุณหรือไม่
    • เช่น ถ้าเน้นสายฟิตเนส ให้ดูว่าเคยทำเวย์ โปรตีน หรือฟังก์ชันเสริมกล้ามเนื้อหรือเปล่า
  • ประเภทสินค้าที่ถนัด:
    • แคปซูล / เม็ด / ผงชงดื่ม / กัมมี่ / ช็อตดริ๊งค์

    เลือกรูปแบบที่โรงงานทำบ่อย จะช่วยลดปัญหาสูตรไม่เสถียร รสชาติไม่คงที่

ข้อควรระวัง: โรงงานที่ “รับทุกอย่าง ทำได้หมด” แต่ไม่มีเคสใกล้เคียงกับที่คุณต้องการ อาจเสี่ยงเรื่องคุณภาพและการพัฒนาสูตรล่าช้า


งบประมาณ MOQ และบริการเสริม

เจ้าของแบรนด์ใหม่ควรคุย งบและจำนวนขั้นต่ำ (MOQ) ให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น

  • ถามให้ชัดว่า
    • MOQ ต่อสูตรเท่าไร ถ้าผลิตล็อตเล็กสุดต้องใช้เงินขั้นต่ำประมาณกี่บาท
    • ราคาต่อชิ้นเปลี่ยนอย่างไรเมื่อสั่งจำนวนมากขึ้น
  • เช็ก ค่าใช้จ่ายแฝง
    • ค่าพัฒนาสูตร / ค่าขึ้นทะเบียน อย. / ค่าออกแบบแพ็กเกจ / ค่าขนส่ง
  • ถ้าเป็นโรงงานแบบ One Stop Service
    • ดูให้ละเอียดว่าบริการครบวงจร “รวมอะไรบ้าง” และงานดีไซน์สามารถแก้ไขได้กี่รอบ

เคล็ดลับ: ขอใบเสนอราคาอย่างน้อย 2–3 โรงงาน แล้วเทียบเฉพาะ “สิ่งที่รวมเหมือนกัน” จะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงมากขึ้น


เช็กลิสต์คำถามที่ควรถามทุกโรงงาน

ใช้เป็นสคริปต์เวลานัดคุยหรือแชทกับโรงงานรับผลิตอาหารเสริม:

  1. โรงงานมีมาตรฐานอะไรบ้าง (GMP, GHPs, ISO, HALAL, อย.) ขอดูเอกสารรับรองได้หรือไม่
  2. เคยผลิตสินค้ากลุ่มเดียวกับเราไหม มีตัวอย่างเคสหรือสูตรใกล้เคียงให้ดูหรือเปล่า
  3. MOQ ต่อสูตรเท่าไร และถ้าเริ่มล็อตเล็กที่สุด ต้องใช้เงินเริ่มต้นประมาณกี่บาท
  4. มี ค่าพัฒนาสูตร / ค่าขึ้นทะเบียน อย. / ค่าออกแบบแพ็กเกจ แยกหรือรวมในแพ็กเกจ
  5. ไทม์ไลน์การผลิต ตั้งแต่เริ่มคุย พัฒนาสูตร จนสินค้าพร้อมขาย ใช้เวลากี่เดือน
  6. ถ้าสินค้ามีปัญหาคุณภาพ โรงงานมี เงื่อนไขการรับประกันหรือการรับผิดชอบ อย่างไร

ตอบคำถามชุดนี้ได้ครบและโปร่งใส คุณจะมองเห็นทันทีว่าโรงงานนั้น “เหมาะกับแบรนด์และงบประมาณของคุณจริงหรือไม่”

ตารางเปรียบเทียบและตัวอย่างโรงงานรับผลิตอาหารเสริมชั้นนำในไทย (มาตรฐาน, ประเภทสินค้าที่ถนัด, งบประมาณเริ่มต้น/MOQ โดยประมาณ)

ตารางเปรียบเทียบและตัวอย่างโรงงานรับผลิตอาหารเสริมชั้นนำในไทย (มาตรฐาน, ประเภทสินค้าที่ถนัด, งบประมาณเริ่มต้น/MOQ โดยประมาณ)

ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบโรงงานรับผลิตอาหารเสริม (ข้อมูลสมมติ)

ตัวเลขเป็นเพียงกรอบโดยประมาณเพื่อใช้วางงบและวางกลยุทธ์ ควรขอใบเสนอราคาจริงทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

โรงงานตัวอย่าง มาตรฐานหลักที่มี รูปแบบสินค้าที่ถนัด กลุ่มสินค้าที่เน้น MOQ คร่าว ๆ* งบเริ่มต้นต่อสูตร* เหมาะกับใครเป็นพิเศษ
โรงงาน A GHPs, GMP, HALAL แคปซูล, เม็ดอัด, เม็ดเคี้ยว บิวตี้, ผิว, วิตามินรวม 3,000–8,000 ชิ้น/สูตร 180,000–350,000 บาท/สูตร มือใหม่ งบไม่สูง อยากเริ่มแบบไม่เสี่ยงมาก
โรงงาน B GMP, ISO 22000, HALAL ผงชงดื่ม, ช็อตดื่ม, เครื่องดื่มพร้อมดื่ม เวย์, ดีท็อกซ์, สายฟิตเนส 3,000–5,000 ชิ้น/สูตร 280,000–600,000 บาท/สูตร อินฟลูเอนเซอร์/ฟิตเนสแบรนด์
โรงงาน C GMP, ISO 9001, HACCP แคปซูล, ผงชง, เม็ดฟู่ สุขภาพเฉพาะทาง, ผู้สูงอายุ 8,000–12,000 ชิ้น/สูตร 450,000 บาทขึ้นไป/สูตร แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและคุณภาพสูง
โรงงาน D GHPs, GMP สูตรสำเร็จ ODM, แคปซูล/เม็ด ลดน้ำหนัก, บำรุงสายตา, บิวตี้ 2,000–3,000 ชิ้น/สูตร 150,000–280,000 บาท/สูตร คนที่อยากใช้สูตรสำเร็จ ปรับเล็กน้อยแล้วขายเลย
โรงงาน E GMP, HALAL กัมมี่, เจลลี่, เม็ดเคี้ยวรสผลไม้ เด็ก, วัยรุ่น, สายของกินเล่นสุขภาพ 5,000 ชิ้น/สูตร 250,000–500,000 บาท/สูตร แบรนด์สายสนุก กินง่าย เคี้ยวอร่อย

*ตัวเลขเพื่อประกอบการวางแผนเบื้องต้นเท่านั้น


วิธีอ่านและใช้ตารางให้เป็นประโยชน์

เวลานำไปเทียบโรงงานจริง ให้โฟกัส 4 จุดหลัก:

  1. มาตรฐานการผลิต
    • ถ้าเล็งส่งออก หรือขายในโมเดิร์นเทรด ให้มองโรงงานที่มี GMP + ISO + HALAL ครบ
  2. ความถนัดของโรงงาน
    • ถ้าจะทำเวย์โปรตีน แต่โรงงานถนัดแต่แคปซูล แนะนำให้มองหาเจ้าอื่นที่เชี่ยวชาญ “เครื่องดื่ม” โดยตรง
  3. MOQ vs งบเริ่มต้น
    • คิดคร่าว ๆ ว่า:

      งบเริ่มต้น ÷ จำนวนชิ้น = ต้นทุนต่อตัว แล้วเช็กว่าตัวเลขนี้ไปต่อได้กับราคาขายที่วางแผนไว้หรือไม่

  4. ความเหมาะกับสไตล์แบรนด์
    • แบรนด์สายวิจัย-พรีเมียม มักเหมาะกับโรงงานที่มีทีม R&D เข้มข้น (คล้ายโรงงาน C)
    • แม่ค้าออนไลน์เริ่มต้น มักไปได้ดีกับโรงงานที่มีสูตรพร้อมขาย (ใกล้เคียงโรงงาน D)

เคล็ดลับและข้อควรระวัง

  • อย่าดูแต่ราคา/ขั้นต่ำ
    • เช็กด้วยว่าโรงงานมีผลงานใกล้เคียงกับสินค้าที่คุณอยากทำหรือไม่
  • ขอใบเสนอราคาจากอย่างน้อย 3 เจ้า
    • เทียบทั้งราคา, เงื่อนไขชำระเงิน, ระยะเวลาผลิต, บริการหลังการขาย
  • สอบถามค่าใช้จ่ายแฝงให้ชัด เช่น
    • ค่าขอ อย., ค่าบรรจุภัณฑ์, ค่าตัวอย่างทดลอง, ค่าออกแบบฉลาก/กล่อง
  • จดบันทึกทุกเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนสั่งผลิตล็อตแรก เพื่อลดความคลาดเคลื่อนเรื่องสูตร ปริมาณ และกำหนดส่งสินค้า

ขั้นตอนเริ่มต้นทำแบรนด์กับโรงงานรับผลิตอาหารเสริม ตั้งแต่ไอเดียจนสินค้าพร้อมขาย (Timeline, เอกสาร, ข้อควรระวังด้านสัญญาและต้นทุน)

ขั้นตอนเริ่มต้นทำแบรนด์กับโรงงานรับผลิตอาหารเสริม ตั้งแต่ไอเดียจนสินค้าพร้อมขาย (Timeline, เอกสาร, ข้อควรระวังด้านสัญญาและต้นทุน)

หลายคนมีไอเดียสินค้าแล้วแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน การเข้าใจ “ภาพรวมขั้นตอน + เอกสาร + สัญญา + ต้นทุน” ช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องเวลาและเงินได้มาก

Timeline โดยสรุป (ประมาณ 3–6 เดือน)

  • สัปดาห์ที่ 1–2
    เก็บข้อมูล กำหนดคอนเซ็ปต์ เลือกและคุยโรงงาน ขอใบเสนอราคา
  • เดือนที่ 1–2
    พัฒนาสูตร ทดลอง Sample ปรับรสชาติ/สี/ขนาดเม็ด
  • เดือนที่ 2–3
    สรุปสูตร ออกแบบแพ็กเกจ เตรียมฉลาก ยื่นขอ อย.
  • เดือนที่ 3–5
    ผลิตจริง บรรจุ ตรวจสอบคุณภาพ (QC) ออกเอกสาร COA
  • เดือนที่ 4–6
    รับสินค้า จัดการสต็อก เตรียมแผนตลาดและช่องทางขาย

สิ่งที่ต้องเตรียมและเอกสารสำคัญ

เตรียมให้พร้อมก่อนเข้าคุยโรงงาน จะช่วยให้ได้ใบเสนอราคาแม่นขึ้น

  • บรีฟสินค้าและแบรนด์: กลุ่มเป้าหมาย ปัญหาที่อยากแก้ จุดขาย ราคาเป้าหมาย
  • สเปกสินค้าเบื้องต้น: รูปแบบ (แคปซูล/ผงชง/กัมมี่/ช็อตดื่ม), รสชาติ, ปริมาณต่อกล่อง
  • งบประมาณ:
    • งบล็อตแรก (เช่น 150,000–300,000 บาท)
    • งบต่อชิ้นที่ยอมรับได้ (เช่น ไม่เกิน 120 บาท/กล่อง)
  • เอกสารบริษัท (หากจดนิติบุคคล): หนังสือรับรองบริษัท, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • โลโก้หรือ Reference แบรนด์ ที่ชอบ เพื่อให้ทีมดีไซน์เห็นภาพ

ขั้นตอนทำงานกับโรงงานแบบ Step-by-step

  1. ขอคำปรึกษา + ใบเสนอราคา
    ส่งบรีฟให้ 2–3 โรงงาน ขอรายละเอียดเรื่อง MOQ, ระยะเวลาผลิต, บริการเสริม (ออกแบบ, อย.)
  2. พัฒนาสูตร + ทดสอบตัวอย่าง
    มีทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรพิเศษ ควรถามให้ชัดว่าค่าพัฒนาสูตรคืนได้หรือไม่เมื่อสั่งผลิตจริง
  3. ออกแบบฉลาก/แพ็กเกจ + ยื่น อย.
    เช็กให้ไม่มีคำเคลมเกินจริง และมีคำเตือนตามกฎหมายครบ
  4. เซ็นสัญญา + วางมัดจำ
    ปกติมัดจำ 30–50% ก่อนเริ่มผลิต ที่เหลือจ่ายตอนรับสินค้า
  5. ผลิตจริง + QC + ส่งมอบ
    ขอเอกสารคุณภาพ (เช่น COA, ใบผลแลป) ไว้ประกอบการขายและตรวจสอบภายหลัง

ข้อควรระวังเรื่องสัญญาและต้นทุน

  • อ่านสัญญาให้ละเอียด
    • ใครเป็นเจ้าของสูตร? เปลี่ยนโรงงานภายหลังทำได้หรือไม่
    • เงื่อนไขเคลมสินค้าเสีย: เปลี่ยนให้ใหม่หรือคืนเงิน? ใครออกค่าขนส่ง?
    • ระยะเวลาผลิตล่าช้า มีค่าปรับหรือเงื่อนไขเยียวยาอย่างไร
  • จับต้นทุนให้ครบทุกบรรทัด
    • ค่าพัฒนาสูตร, ค่าขึ้นทะเบียน อย., ค่าออกแบบ, ค่ากล่อง/ขวด/ซีล
    • ค่าขนส่งจากโรงงาน, ค่าคลัง/สต็อก, งบการตลาดต่อเดือน

เคล็ดลับ

  • ขอให้โรงงานทำ คำนวณต้นทุนต่อชิ้นแบบ ALL-IN (รวมทุกค่า)
  • ถ้างบจำกัด ให้เริ่มจาก สูตรมาตรฐาน + MOQ ต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงสต็อกเหลือ
  • ตรวจวันหมดอายุ (Shelf life) และเผื่อเวลาขายอย่างน้อย 70–80% ของอายุสินค้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้บริการโรงงานรับผลิตอาหารเสริม (เรื่องงบขั้นต่ำ, ระยะเวลาผลิต, อย., การตลาด และข้อกังวลยอดฮิต)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้บริการโรงงานรับผลิตอาหารเสริม (เรื่องงบขั้นต่ำ, ระยะเวลาผลิต, อย., การตลาด และข้อกังวลยอดฮิต)

งบขั้นต่ำ และจำนวนสั่งผลิต (MOQ)

ถาม: มีทุนไม่มาก เริ่มทำแบรนด์ได้ไหม?
ได้ แต่ควรวางแผนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

  • งบเริ่มต้นที่มักพบในตลาดอยู่ราวๆ 150,000–300,000 บาท ขึ้นกับ
    • รูปแบบผลิตภัณฑ์ (แคปซูล ผงชงดื่ม เจลลี่ ฯลฯ)
    • จำนวนขั้นต่ำ (MOQ มักเริ่มที่ 1,000–3,000 ชิ้นต่อสูตร)
  • ถ้างบจำกัด แนะนำ
    • เลือก สูตรมาตรฐานจากโรงงาน (ODM) ลดค่าพัฒนาสูตรและเวลาขึ้นทะเบียน
    • เริ่มด้วย สินค้า 1 ตัว เจาะกลุ่มเป้าหมายชัด ๆ แล้วค่อยขยายไลน์

เคล็ดลับ: ขอใบเสนอราคาจาก 2–3 โรงงานรับผลิตอาหารเสริม พร้อมระบุงบคร่าว ๆ จะช่วยเทียบเงื่อนไขได้ง่ายขึ้น


ระยะเวลาผลิต และขั้นตอนสำคัญ

ถาม: ใช้เวลากี่เดือนกว่าจะมีของขายจริง?

โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–6 เดือน แบ่งคร่าว ๆ เป็น

  1. คุยคอนเซ็ปต์ + ทดลองสูตร: 2–6 สัปดาห์
  2. ขอ อย. + ออกแบบฉลาก/กล่อง: 4–8 สัปดาห์
  3. ผลิตจริง + ตรวจคุณภาพ + จัดส่ง: 4–8 สัปดาห์

ข้อควรระวัง:

  • ถ้าเปลี่ยนสูตรกลางทาง หรือส่งข้อมูลฉลากล่าช้า เวลาจะยืดทันที
  • ควรล็อก “เดดไลน์วันเปิดตัวสินค้า” แล้วคุยไทม์ไลน์ย้อนกลับกับโรงงานให้ชัด

อย. กฎหมาย และความรับผิดชอบสินค้า

  • โรงงานส่วนใหญ่มีบริการ ขึ้นทะเบียน อย. ให้ครบวงจร
    • ถามให้ชัดว่า ค่าขึ้นทะเบียนรวมในราคาแล้วหรือยัง
    • ขอสำเนาเอกสารและเลข อย. ไว้ใช้ลงแพลตฟอร์มออนไลน์
  • เรื่องการโฆษณา
    • ห้ามเคลมรักษาโรค หรือเกินข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนไว้
    • ควรให้โรงงานช่วยตรวจข้อความบนฉลาก/โฆษณาก่อนใช้จริง

หากสินค้ามีปัญหาคุณภาพ

  • ให้ดูตาม สัญญา ว่ากรณีใดโรงงานต้องรับผิดชอบ เช่น
    • สินค้าปนเปื้อน ไม่ตรงสเปก สี/กลิ่นผิดจากตัวอย่าง
  • เจ้าของแบรนด์ควรเก็บ
    • ตัวอย่างสินค้าทุกล็อต และ
    • ใบรับรองคุณภาพ (COA)

    เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากต้องเคลม


การตลาด และข้อกังวลยอดฮิตอื่น ๆ

  • โรงงานส่วนใหญ่เน้น “ผลิต” ไม่ได้ทำการตลาดเต็มระบบให้
    • บางแห่งมีบริการเสริม เช่น ถ่ายภาพสินค้า หรือออกแบบคอนเทนต์เบื้องต้น
  • เจ้าของแบรนด์ควรมีแผนเอง เช่น
    • จะขายผ่าน Shopee, TikTok, ตัวแทน, คลินิก หรือหน้าร้าน
    • ตั้งงบโฆษณาเริ่มต้นเท่าไร

เรื่องสูตรโดนก็อปปี้

  • ตรวจในสัญญาว่าใครเป็นเจ้าของสูตร
  • ถ้าเป็นสูตรพิเศษของคุณเอง แนะนำให้มีสัญญาเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา กำกับ
  • เลือกโรงงานที่มีผลงานและชื่อเสียงชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

สรุป: เลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริมให้เหมาะกับแบรนด์และเป้าหมายระยะยาว

การเริ่มต้นทำแบรนด์อาหารเสริมในไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือการเลือก “โรงงานรับผลิตอาหารเสริม” ที่เหมาะกับงบประมาณ แนวทางสินค้า และเป้าหมายระยะยาวของคุณ บทความนี้สรุปภาพรวมตลาด เกณฑ์คัดเลือกโรงงาน มาตรฐานสำคัญอย่าง GHPs/GMP/ISO/HALAL/อย. พร้อมตัวอย่างตารางเปรียบเทียบโรงงาน ไทม์ไลน์การทำแบรนด์ และตอบคำถามยอดฮิตด้านงบ เวลา และกฎหมาย เพื่อให้คุณใช้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับมากที่สุด

หากคุณต้องการข้ามขั้นตอนลองผิดลองถูก และอยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแมตช์โรงงานที่ตรงกับงบและประเภทสินค้าที่คุณสนใจ สามารถกด ขอใบเสนอราคา / เช็กราคาและ MOQ เริ่มต้น หรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเลือกโรงงานที่เหมาะกับคุณ (ฟรี) พร้อมกรอกข้อมูลไอเดียสินค้าและงบประมาณ ทีมงานจะช่วยคัดกรองตัวเลือก ส่งต่อให้โรงงานที่เหมาะสม และแนะนำขั้นตอนต่อไปอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณโฟกัสที่การสร้างแบรนด์และการตลาดได้เต็มที่

 

ถ้าคุณกำลังมองหา รับผลิตอาหารเสริม เพื่อเริ่มทำแบรนด์ปี 2026 สิ่งที่ “สำคัญกว่าแค่ราคา” คือมาตรฐานโรงงาน (GHPs/GMP/HACCP/ISO/HALAL), ขั้นต่ำการผลิต (MOQ), ระยะเวลาพัฒนาสูตร และการซัพพอร์ตตั้งแต่ อย. ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งและการตลาด

บทความนี้สรุปให้ครบแบบ “อ่านแล้วตัดสินใจได้” ตั้งแต่เช็กลิสต์เลือกโรงงาน, ตารางเปรียบเทียบแบบเคียงข้างกัน, งบเริ่มต้นโดยประมาณ, ไปจนถึงขั้นตอนทำแบรนด์แบบ Step-by-Step เพื่อให้คุณเริ่มได้ไวและลดความเสี่ยงตั้งแต่รอบผลิตแรก

ติดต่อแอดมิน
มีรายการสั่งซื้อใหม่ !!

คุณ [variable_1] พึ่งทำการสั่งซื้อสินค้า : [variable_2] บาท เมื่อ [amount] นาทีที่แล้ว